หาก ‘Planet of the Apes’ ภาคแรกคือภาพสะท้อนสังคมที่เฉียบคม ‘ผจญภัยพิภพวานร’ (Beneath the Planet of the Apes) คือการตอกย้ำความสิ้นหวังของมนุษยชาติด้วยความบ้าคลั่งที่ยิ่งใหญ่กว่า หนังพาเราลงไปสำรวจโลกใต้ดินที่ซ่อนความจริงอันน่าสะพรึงกลัว แม้จะไม่สมบูรณ์แบบเท่าภาคแรก แต่ก็กล้าที่จะเดินหน้าเล่าเรื่องราวที่มืดมนและน่าจดจำ
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
‘ผจญภัยพิภพวานร’ เปิดเรื่องด้วยนักบินอวกาศอีกคนชื่อ Brent (James Franciscus) ที่ตามหา Taylor (Charlton Heston) ที่หายสาบสูญไปจากการเดินทางข้ามเวลา เขาตกมายังโลกที่ถูกปกครองโดยลิงพูดได้เช่นเดียวกัน และต้องเผชิญหน้ากับระบบเผด็จการที่โหดร้าย ระหว่างการหลบหนี Brent และ Nova (Linda Harrison) ค้นพบอารยธรรมมนุษย์ใต้ดินกลุ่มหนึ่งที่บูชาอาวุธนิวเคลียร์ทรงพลัง ซึ่งพวกเขาเรียกว่า ‘พระเจ้า’ หนังดำเนินเรื่องไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์กลายพันธุ์ ลิง และ Brent ที่ต้องหาทางหยุดยั้งหายนะที่อาจทำลายทุกสิ่ง
งานการแสดงและตัวละคร
James Franciscus รับบท Brent ได้อย่างมั่นใจ แม้จะต้องมาแทนที่บุคลิกที่แข็งกร้าวของ Charlton Heston แต่เขาก็สามารถสร้างตัวละครที่มีเสน่ห์และความมุ่งมั่นของตัวเอง Kim Hunter กลับมารับบท Zira พร้อมความอบอุ่นและสติปัญญาเช่นเคย Maurice Evans ก็ยอดเยี่ยมในบท Dr. Zaius ที่เจ้าเล่ห์และหวาดระแวง ส่วนมนุษย์กลายพันธุ์ที่นำแสดงโดย Paul Richards ในบท Mendez สร้างบรรยากาศน่าขนลุกด้วยการแสดงที่ดูเคร่งขรึมและคลั่งศาสนา การแสดงของนักแสดงทุกคนช่วยยกระดับเนื้อหาแม้บทจะบางในบางจุด
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ผู้กำกับ Ted Post ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการสร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากภาคแรก การเปลี่ยนจากป่าและทะเลทรายสู่เมืองใต้ดินที่ดูรกร้างและสกปรกช่วยเพิ่มมิติให้โลกของหนัง งานออกแบบฉากใต้ดินทำได้ดีโดยเฉพาะอาสนวิหารที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางศาสนาผสมอาวุธนิวเคลียร์ ดนตรีประกอบโดย Leonard Rosenman ยังคงมีกลิ่นอายของ Jerry Goldsmith ในภาคแรก แต่เพิ่มโทนที่มืดมนและอึดอัดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หนังมีจังหวะที่ช้าในบางช่วง โดยเฉพาะฉากการเดินทางใต้ดินที่ยืดเยื้อเกินไป
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
‘ผจญภัยพิภพวานร’ ไม่ได้เป็นเพียงภาคต่อที่รีบสร้างตามกระแส แต่เป็นหนังที่กล้าวิจารณ์สงครามเย็นและลัทธิบูชาอาวุธนิวเคลียร์อย่างตรงไปตรงมา การนำเสนอว่ามนุษย์ที่รอดชีวิตกลายเป็นพวกคลั่งศาสนาที่บูชาระเบิดนิวเคลียร์นั้นเสียดสีสังคมร่วมสมัยได้อย่างเฉียบขาด แม้บทจะไม่ลึกซึ้งเท่าภาคแรกในแง่การเมือง แต่ก็เสริมประเด็นเรื่องความวิกลจริตของมนุษย์ที่พร้อมจะทำลายล้างตัวเองเพื่อความเชื่อ ข้อเสียคือการดำเนินเรื่องที่ช้าและตัวละคร Brent ที่พัฒนาน้อยกว่า Taylor ทำให้หนังขาดพลังขับเคลื่อนบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ตอนจบที่น่าตกใจทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ถูกลืมง่ายๆ
สรุป
แม้จะไม่ดีเท่าภาคแรก แต่ ‘ผจญภัยพิภพวานร’ ก็เป็นภาคต่อที่กล้าหาญและน่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชื่นชอบนิยายวิทยาศาสตร์ที่แฝงประเด็นการเมือง เหมาะกับแฟน ๆ ของซีรีส์และผู้ที่อยากเห็นมุมมองที่มืดมนของมนุษยชาติ หากคุณพร้อมรับตอนจบที่อาจทำให้คุณครุ่นคิด หนังเรื่องนี้ก็คุ้มค่าที่จะรับชม
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +การออกแบบเมืองใต้ดินและมนุษย์กลายพันธุ์ที่เหนือจริง
- +การแสดงที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะ Kim Hunter และ Maurice Evans
- +ประเด็นเสียดสีสงครามเย็นและลัทธิบูชาอาวุธนิวเคลียร์ที่ยังคงร่วมสมัย
- +ตอนจบที่กล้าหาญและน่าจดจำ
👎 จุดด้อย
- −บทที่ยืดเยื้อและจังหวะการเล่าเรื่องที่ช้าในบางช่วง
- −ตัวละครเอก Brent พัฒนาไม่เทียบเท่า Taylor ในภาคแรก
- −งานสร้างบางส่วนดูล้าสมัยตามกาลเวลา
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ควรดูภาคแรก (Planet of the Apes) ก่อนเพื่อเข้าใจจักรวาลและตัวละคร ภาคต่อจะสนุกและเข้าใจได้ดีกว่าหากรู้พื้นฐาน
ไม่สปอยล์ แต่บอกได้ว่าตอนจบมืดมนและน่าตกใจ สะท้อนประเด็นสงครามนิวเคลียร์อย่างตรงไปตรงมา
ทั้งคู่มีสไตล์ต่างกัน Franciscus เล่นได้ดีในบทบาทของตัวเอง แต่บุคลิกของ Taylor ที่ Heston สร้างไว้ยังคงโดดเด่นกว่า
เป็นภาคที่ 2 ในซีรีส์ดั้งเดิม 5 ภาค (1968-1973) ต่อจาก Planet of the Apes และก่อนหน้า Escape from the Planet of the Apes